top of page

😊 Dr. W EP. 191 : "ค่าตับพุ่งสูง! 🩺 เรื่องจริงจากผลเลือด... เมื่อ 'ชานมไข่มุก' เกือบทำร้ายตับผม"

สวัสดีครับ! วันนี้ Dr. W ขออนุญาตมาเปิดผลเลือดส่วนตัวให้ดูกันครับ เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด และเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนวัยทำงานทุกคน โดยเฉพาะสาย "น้ำหวาน" และผู้ที่ใช้ชีวิตแบบ "Work Hard, Play Harder" ครับ


ย้อนกลับไปช่วงที่ผมเริ่มทำงานใหม่ๆ ชีวิตเต็มไปด้วยความทุ่มเท และแน่นอนว่ามาพร้อมกับการขยับตัวน้อยลง, นั่งนานขึ้น, และการให้รางวัลตัวเองด้วยเครื่องดื่มหวานๆ เย็นๆ แทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นชานมไข่มุก, กาแฟเย็น, หรือน้ำอัดลม ผมไม่ดื่มเหล้า, ไม่สูบบุหรี่ ก็คิดว่าตัวเองดูแลสุขภาพดีในระดับหนึ่ง จนกระทั่งผมได้เห็น "ผลเลือด" ของตัวเองครับ



การเดินทางและผลลัพธ์ของผม (My Journey & My Results):

➡️ The Beginning (จุดเริ่มต้นของปัญหา - ปลายปี 2023):

เรื่องราวนี้เริ่มต้นขึ้นจากการตรวจสุขภาพในช่วงปลายปี 2023 ครับ (29 กันยายน 2023) ผลเลือดออกมาว่าค่าเอนไซม์ตับของผมเริ่มผิดปกติแล้ว:

SGOT (AST) อยู่ที่ 44.5 (ค่าปกติ < 50)

และโดยเฉพาะ SGPT (ALT) ที่สูงถึง 104.9 (ค่าปกติ < 50)!

ตอนนั้นก็ยอมรับว่ายังชะล่าใจครับ คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก เดี๋ยวก็คงดีขึ้นเอง


➡️ The Escalation (สถานการณ์เริ่มแย่ลง - กลางปี 2024):

ผมยังคงใช้ชีวิตและมีพฤติกรรมการกินเหมือนเดิม... และเมื่อไปตรวจอีกครั้งในอีกประมาณ 10 เดือนต่อมา (27 กรกฎาคม 2024) ผลก็คือค่าตับยิ่งสูงขึ้นไปอีกครับ:

AST พุ่งไปที่ 63 (ค่าปกติ < 50)

ALT สูงถึง 117 (ค่าปกติ < 50)

นี่คือสัญญาณเตือนที่ดังขึ้น แต่ผมก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างจริงจัง


➡️ The Crisis Point (จุดวิกฤต - ต้นปี 2025):

และแล้วก็มาถึงจุดพีคที่สุดครับ... ในช่วงต้นปี 2025 (18 กุมภาพันธ์ 2025) ค่า ALT ของผมพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 321! (ค่าปกติ < 50)

ต้องบอกว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมไม่สบายพอดี และมีการทานยาเข้าไปหลายชนิด ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้ค่าตับพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บนพื้นฐานของค่าตับที่สูงอยู่แล้วเป็นทุนเดิม จากพฤติกรรมการกินของผมนั่นเองครับ


นี่คือสัญญาณเตือนที่ดังที่สุดที่บอกว่าตับของผมกำลังมีปัญหาอย่างรุนแรง และผมจะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว


➡️ The Culprit (ค้นหาผู้ร้ายตัวจริง):

พอมานั่งไล่ดูพฤติกรรมตัวเองอย่างจริงจัง ผู้ร้ายตัวจริงก็คือ "น้ำตาลฟรุกโตส (Fructose)" ที่อยู่ในน้ำหวาน, ชานม, น้ำอัดลม ที่ผมดื่มเป็นประจำทุกวันครับ การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไปที่ร่างกายใช้ไม่หมด จะถูกตับเปลี่ยนไปเป็นไขมันและสะสมไว้ที่ตับโดยตรง นำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า "ไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease)"


➡️ The Turning Point & The Action (จุดเปลี่ยนและการลงมือทำ):

ผมรู้เลยว่าปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้แน่ ผมเริ่ม "เปลี่ยน" ครับ

1. ควบคุมอาหาร (Diet Control): ลด ละ เลิก เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลทุกชนิด, ลดอาหารแปรรูป, ลดคาร์โบไฮเดรตขัดสี

2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ (Consistent Exercise): เริ่มจัดตารางการออกกำลังกายอย่างจริงจัง ทั้งการฝึกความแข็งแรง (Resistance Training) และคาร์ดิโอ (Cardio)


➡️ The Result (ผลลัพธ์ที่น่าภูมิใจ - ปัจจุบัน):

หลังจากที่ผมหักดิบและหันมาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง... และนี่คือผลเลือดล่าสุดของผมครับ (21 กรกฎาคม 2025)

ค่า AST กลับมาอยู่ที่ 23 และ ALT อยู่ที่ 45 ซึ่งกลับเข้ามาอยู่ในเกณฑ์ "ปกติ" ทั้งคู่แล้วครับ!

นอกจากนี้น้ำหนักตัวก็ลดลง รู้สึกมีสุขภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน

เรื่องราวของผมเป็นข้อพิสูจน์ว่าภาวะไขมันพอกตับ (ชนิดที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์) นั้น "ย้อนกลับได้ (Reversible)" ด้วยความมุ่งมั่นและวินัยของเราเองครับ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนหันมาออกกำลังกาย และดูเเลเรื่องอาหารกันนะครับ!

ที่นี้เรามาทำความรู้จักภาวะนี้กันเพิ่มดีกว่า


ไขมันพอกตับ คืออะไร? (What is Fatty Liver Disease?)

➡️ คือภาวะที่มีการสะสมของไขมัน โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ในเซลล์ตับมากเกินไป ซึ่งโดยปกติแล้วอาจมีไขมันอยู่ในตับได้บ้างเล็กน้อย แต่ถ้ามีปริมาณไขมันสะสมเกิน 5% ของน้ำหนักตับ จะถือว่าเป็นภาวะไขมันพอกตับ


➡️ การสะสมของไขมันนี้ สามารถกระตุ้นให้เกิด ภาวะตับอักเสบ (Hepatitis) ซึ่งเราจะเห็นได้จากค่าเอนไซม์ตับ AST (SGOT) และ ALT (SGPT) ที่สูงขึ้นในผลเลือด


➡️ ความน่ากลัวของมันคือ: หากปล่อยให้ตับอักเสบเรื้อรังโดยไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม อาจจะนำไปสู่การเกิดพังผืดในตับ, โรคตับแข็ง (Cirrhosis), และเพิ่มความเสี่ยงของ มะเร็งตับ (Liver Cancer) ได้ในที่สุด


➡️ ประเภทของไขมันพอกตับ:

Alcoholic Fatty Liver Disease (AFLD): เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นปริมาณมากและต่อเนื่อง

Non-alcoholic Fatty Liver Disease (NAFLD): เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นประเภทที่เราจะเน้นกันในวันนี้ และเป็นภาวะที่พบได้บ่อยขึ้นอย่างมากในปัจจุบันตามไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปครับ


สาเหตุของไขมันพอกตับ (NAFLD)

➡️ ภาวะอ้วน หรือการมีไขมันส่วนเกิน: โดยเฉพาะไขมันที่สะสมในช่องท้อง หรือที่เราเรียกว่า "อ้วนลงพุง" (Apple-like body shape)


➡️ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance): เป็นภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่ดี ทำให้ตับผลิตน้ำตาลและไขมันมากขึ้น ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่พบในผู้ป่วยโรคอ้วนและเบาหวานชนิดที่ 2


➡️ การรับประทานอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง: โดยเฉพาะ น้ำตาลฟรุกโตส (Fructose) ที่อยู่ในน้ำหวาน, น้ำอัดลม, น้ำผลไม้กล่อง และอาหารแปรรูปต่างๆ ร่างกายจะนำน้ำตาลส่วนเกินเหล่านี้ไปเปลี่ยนเป็นไขมันและเก็บสะสมไว้ที่ตับโดยตรง


อาการของไขมันพอกตับ (Symptoms)

นี่คือ "ภัยเงียบ" ที่แท้จริงครับ! เพราะในระยะแรกๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะ "ไม่มีอาการ" ใดๆ แสดงออกมาเลย และมักจะตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปี


ในบางรายที่เริ่มมีอาการ อาจจะรู้สึกแค่:

ปวดแน่นๆ ตื้อๆ บริเวณใต้ชายโครงด้านขวา

เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย

หากปล่อยไว้จนตับเสียหายรุนแรงและกลายเป็นโรคตับแข็ง อาจจะมีอาการ:

ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน)

เลือดออกง่าย มีจ้ำเลือดตามตัว

ท้องมาน หรือขาบวม


การรักษาไขมันพอกตับ... เป็นแล้วหายได้! (Treatment)


ข่าวดีที่สุดคือ ภาวะไขมันพอกตับ (NAFLD) สามารถรักษาให้ดีขึ้นและย้อนกลับสู่ภาวะปกติได้!

ปัจจุบัน ยังไม่มียาที่ใช้รักษาภาวะนี้โดยตรง แต่หัวใจสำคัญของการรักษาคือ "การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์" ซึ่งได้ผลดีอย่างมากครับ:


✅ การลดน้ำหนัก (Weight Loss): ถือเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุด การลดน้ำหนักตัวลง 5-10% สามารถลดปริมาณไขมันในตับและลดการอักเสบได้อย่างมีนัยสำคัญ


✅ การปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร (Dietary Changes):

ลด/เลี่ยง: อาหารไขมันสูง (ของทอด, เนื้อติดมัน), เครื่องดื่มและอาหารที่มีน้ำตาลสูง (โดยเฉพาะฟรุกโตส), และคาร์โบไฮเดรตขัดสี (ข้าวขาว, ขนมปังขาว)

เน้น: ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่, เพิ่มผัก ผลไม้, ธัญพืชไม่ขัดสี, โปรตีนไขมันต่ำ (ปลา, ไก่), และไขมันดี (น้ำมันมะกอก, อะโวคาโด, ถั่ว)


✅ การออกกำลังกายเป็นประจำ (Regular Exercise):

การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น และสามารถดึงไขมันที่สะสมอยู่ในตับออกมาใช้เป็นพลังงานได้โดยตรง


เป้าหมายคือการออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยผสมผสานทั้งแบบแอโรบิก (เดินเร็ว, วิ่ง, ปั่นจักรยาน) และการฝึกความแข็งแรง (Resistance training)


บทสรุปและกำลังใจ

ผมขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่มีปัญหานี้ หรือกำลังต่อสู้กับพฤติกรรมติดหวานอยู่นะครับ เรื่องราวของผมเป็นข้อพิสูจน์ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้


การออกกำลังกายและการควบคุมอาหารเป็นสิ่งจำเป็นและทรงพลังมาก มันสามารถเปลี่ยนแปลงสุขภาพของเราได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ใช่แค่ค่าตับ แต่รวมถึงสุขภาพโดยรวมทั้งหมด

อย่ารอให้ร่างกายส่งสัญญาณเตือนที่รุนแรง การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และจัดการกับมันได้ก่อนที่จะสายเกินไปครับ


มาเริ่มต้นดูแล "ตับ" ของเราตั้งแต่วันนี้กันเถอะครับ! 😊


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บ้านใจอารีย์คลินิกกายภาพ มี 2 สาขา

!!ยินดีให้คำปรึกษา ฟรี!!

📌สาขา เยาวราช

-แผนที่ : https://g.co/kgs/kXSEbT

-โทร : 080 425 9900


📌สาขา เพชรเกษม81

-แผนที่ : https://g.co/kgs/MVhq7B

-โทร : 094 654 2460


 
 
 

ความคิดเห็น


Our Partner

สาขาเพชรเกษม 81
  • facebook
  • generic-social-link
  • generic-social-link

256/1 ซอยวุฒิสุข (ข้างสน.หนองแขม) เพชรเกษม 81, หนองแขม, กทม. 10160

สาขาเยาวราช
  • facebook
  • generic-social-link
  • generic-social-link

9 ถนนพระรามที่ ๔ แขวง ป้อมปราบ

เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100
(อยู่ติดแยกหมอมี)

เวลาทำการ : จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 น. - 20.00 น.

©2019 by JR Physio Clinic. Proudly created with Wix.com

bottom of page