😊 Dr. W EP. 181: "ท่ายกของที่ 'ถูก' คือท่าไหน? 🤔 เมื่อ 'ท่าก้ม' อาจดีกว่า 'ท่าย่อ' สำหรับคนปวดหลังเรื้อรัง!"
- Werachart Jaiaree
- 4 ก.ย. 2568
- ยาว 3 นาที
สวัสดีครับ! Dr. W กลับมาอีกครั้งครับ! ถ้าพูดถึง "ท่ายกของที่ปลอดภัย" ภาพในหัวของทุกคนคงจะเป็น "ย่อเข่า หลังตรง" หรือที่เรียกว่าท่า Squat-like lifting ใช่ไหมครับ? นี่คือคำแนะนำที่เราได้ยินกันมาตลอด ทั้งในทางคลินิกและในแนวทางชีวกลศาสตร์การทำงาน เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่หลัง โดยเน้นให้ใช้กล้ามเนื้อขาและลดการก้มของกระดูกสันหลังส่วนเอวให้ได้มากที่สุด (Caneiro et al., 2018; Nolan et al., 2018)
แต่! คุณรู้หรือไม่ว่าหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มาสนับสนุนว่าท่ายกแบบนี้ดีกว่าจริงๆ นั้น ค่อนข้างอ่อนแอ (Martimo et al., 2008; Verbeek et al., 2012) แถมยังมีเรื่องที่น่าประหลาดใจกว่านั้นอีกคือ งานวิจัยในช่วงหลังๆ พบว่า ผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง (CLBP) กลับมีแนวโน้มที่จะใช้ท่ายกของแบบ Squat ที่ "เกร็งและแข็งทื่อ" มากกว่า คนที่ไม่มีอาการปวดหลังเสียอีก! (Nolan et al., 2020; Saraceni et al., 2022) ซึ่งนี่อาจบ่งชี้ว่าการพยายามยกของในท่าที่ "ปลอดภัย" เกินไป อาจจะเป็นกลยุทธ์การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ (Maladaptive motor control) ที่สัมพันธ์กับอาการปวดเสียเอง
ล่าสุด มีงานวิจัยโดย Au และคณะ ที่ใช้การออกแบบการวิจัยแบบ Replicated Single-Case Design (SCD) ซึ่งเป็นการศึกษาที่ติดตามการเปลี่ยนแปลง "ภายในตัวบุคคล" แต่ละคนอย่างใกล้ชิด เพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของ "เทคนิคการยกของ" กับ "การเปลี่ยนแปลงของอาการปวดและข้อจำกัดในการใช้งาน" ครับ (อ้างอิง Au et al.)

🤔 ทลายความเชื่อ: ท่ายกของแบบ 'ย่อ' (Squat) ปะทะ 'ก้ม' (Stoop)
➡️ ความเชื่อดั้งเดิม: "Lift with your legs, not your back" การก้มหลัง (Spinal flexion) คือสิ่งอันตรายและเพิ่มแรงกดที่หมอนรองกระดูก เราจึงควรหลีกเลี่ยง
➡️ ปัญหาของแนวคิดแบบ "One-Size-Fits-All": งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าคนเรามีความแตกต่างกัน และการยึดติดกับท่า "ที่ถูกต้อง" เพียงท่าเดียวอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
➡️ มุมมองใหม่: แนวทางการรักษาที่ทันสมัยอย่าง Cognitive Functional Therapy (CFT) ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูการเคลื่อนไหวที่ "ผ่อนคลาย, ไม่เกร็ง, และเป็นธรรมชาติ" สำหรับแต่ละบุคคล มากกว่าการยึดติดกับกฎเกณฑ์ท่าทางที่ตายตัว
🔬 เจาะลึกงานวิจัย - การมองการยกของในมุมใหม่ (Au et al.)
➡️ Aim (เขาอยากรู้อะไร?): เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ "ภายในตัวบุคคล" แต่ละคน ว่าเมื่อเทคนิคการยกของของพวกเขาเปลี่ยนไป อาการปวดและข้อจำกัดในการใช้งานของพวกเขาจะเปลี่ยนตามไปด้วยหรือไม่ และไปในทิศทางไหน
➡️ Methodology (เขาทำยังไง?):
Design: ใช้ Replicated Single-Case Design (SCD) ซึ่งเหมือนกับการทดลองย่อยๆ ในแต่ละบุคคล ติดตามผู้เข้าร่วม 5 คนที่มีปัญหาปวดหลังเรื้อรังจากการยกของอย่างใกล้ชิด
Phases: มีช่วง Baseline (ก่อนการรักษา 4-6 สัปดาห์), ช่วง Intervention (รักษาด้วย CFT 12 สัปดาห์), และช่วง Follow-up (ติดตามผล 3 เดือน)
Data Collection: ใช้เซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหว (Wearable inertial sensors) ติดตามชีวกลศาสตร์การยกของทุกสัปดาห์ ขณะที่ผู้เข้าร่วมทำการยกของ 20 ครั้ง พร้อมกับเก็บข้อมูลความเจ็บปวด (NRS) และข้อจำกัดในการใช้งาน (PSFS) ไปพร้อมๆ กัน
Intervention: การรักษาด้วย Cognitive Functional Therapy (CFT) ไม่เกิน 10 ครั้งต่อคน ซึ่งเป็นการรักษาแนวพฤติกรรมและความเข้าใจแบบหลายมิติ
📊 ผลลัพธ์... และสวนทางความเชื่อ! (The Surprising Results)
➡️ รูปแบบการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนไป (Movement Changes):
ผู้เข้าร่วมทุกคนมีการเปลี่ยนแปลงเทคนิคการยกของ แต่ทิศทางและขนาดของการเปลี่ยนแปลงนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
⭐ รูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่พบบ่อยที่สุดที่สัมพันธ์กับ "อาการที่ดีขึ้น" คือ: การเปลี่ยนเทคนิคการยกของจากท่าที่คล้าย Squat (ย่อเข่าเยอะ-หลังตรง) ไปสู่ท่าที่คล้าย Semi-squat หรือ Stoop (ย่อเข่าน้อยลง-ก้มหลังมากขึ้น) มากขึ้น!
➡️ ลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางชีวกลศาสตร์ที่จำเพาะ:
มีการก้ม-แอ่นของลำตัว (Trunk ROM) และความเร็วในการเคลื่อนไหวที่ "เพิ่มขึ้น"
มีการงอ-เหยียดของเข่า (Knee ROM) และความเร็วในการเคลื่อนไหวที่ "ลดลง"
ระยะเวลาในการยกแต่ละครั้งเร็วขึ้น (เคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น)
➡️ ความเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางคลินิก (The Link to Outcomes):
พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างการเปลี่ยนแปลงของชีวกลศาสตร์การยก กับ การลดลงของข้อจำกัดในการใช้งาน (Functional limitation)
และพบความสัมพันธ์ในระดับที่น้อยกว่า กับ การลดลงของอาการปวด (Pain)
ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้น "พร้อมๆ กัน" (Contemporaneous) ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงที่แข็งแรง
💡 Dr. W's Take: มันหมายความว่ายังไง? (What Does This Mean?)
➡️ ทลายความเชื่อ "ท่ายกของที่ปลอดภัยมีเพียงท่าเดียว": งานวิจัยนี้เป็นหลักฐานที่ดีมากในระดับบุคคล ที่ชี้ให้เห็นว่า ไม่มีท่ายกของท่าใดท่าหนึ่งที่ "ถูกต้อง" หรือ "ปลอดภัย" ที่สุดสำหรับทุกคน
➡️ การ "ก้มหลัง" อาจเป็นท่าที่ใช้รักษา! (Stooping Can Be Therapeutic): สิ่งที่สวนทางกับความเชื่อดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิงคือ การที่ผู้ป่วยเปลี่ยนไปใช้เทคนิคที่ "ก้มหลังมากขึ้น" (ซึ่งมักจะถูกมองว่า "อันตราย") กลับสัมพันธ์กับอาการทางคลินิกที่ดีขึ้น!
➡️ สนับสนุนแนวทางแบบ CFT: ผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับหลักการของ Cognitive Functional Therapy (CFT) ที่เน้นการช่วยให้ผู้ป่วยเอาชนะความกลัว, ลดการเคลื่อนไหวที่เกร็งป้องกัน (Guarded movements), และค้นหากลยุทธ์การเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพและผ่อนคลายสำหรับตัวเอง มากกว่าการยึดติดกับกฎท่าทางที่ตายตัว
➡️ ความหลากหลายในการเคลื่อนไหวคือสิ่งที่ดี (Movement Variability is Good): การส่งเสริมให้เกิดรูปแบบการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ, มีความหลากหลาย, และไม่แข็งทื่อ ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง
➡️ ผลจากการได้ทำ (Effect of Exposure): การที่ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นบ้างตั้งแต่ในช่วง Baseline (ก่อนการรักษา) อาจบ่งชี้ว่าเพียงแค่การได้ "เผชิญหน้า" กับท่าทางที่เคยกลัว (ในที่นี้คือการยกของ) ในสภาวะแวดล้อมที่ปลอดภัยและมีการติดตาม ก็อาจจะมีผลในการบำบัดได้ในตัวเอง (ตามหลัก Graded Exposure)
✅ สรุปและนัยยะทางคลินิก (Conclusion & Clinical Implications)
สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังจากการยกของ การเปลี่ยนแปลงเทคนิคการยกของ โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากท่าที่คล้าย Squat ที่แข็งทื่อ ไปสู่ท่าที่คล้าย Stoop ที่มีการเคลื่อนไหวของลำตัวมากขึ้นและผ่อนคลายขึ้น มีความสัมพันธ์กับการลดลงของข้อจำกัดในการใช้งานและอาการปวด
ผลการศึกษานี้ ท้าทายคำแนะนำด้านการยศาสตร์ (Ergonomics) แบบดั้งเดิม ที่ส่งเสริมท่ายกแบบ Squat อย่างครอบจักรวาล
นัยยะสำคัญสำหรับนักกายภาพบำบัดและเทรนเนอร์คือ เราต้องเลิกใช้แนวทางแบบ "One-Size-Fits-All" ในการสอนเรื่องการยกของ
การดูแลควรจะเน้นไปที่ การประเมินและให้การรักษาที่จำเพาะต่อบุคคล (Individualized care) ซึ่งรวมถึงการทำความเข้าใจความเชื่อและความกลัวของผู้ป่วย, การสำรวจทางเลือกในการเคลื่อนไหวที่หลากหลาย, และการสร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างผ่อนคลายและมีประสิทธิภาพ
เป้าหมายของเราคือการสร้าง "หลังที่ทนทานและปรับตัวได้ (Resilient and Adaptable Back)" ไม่ใช่ "หลังที่แข็งทื่อและถูกปกป้องตลอดเวลา" ครับ!
📖 References :
➡️ Au, S., et al. (2025). Is Lifting Technique Related to Pain and Functional Limitation? A Replicated Single-Case Design Study of Five People With Lifting-Related Chronic Low Back Pain. Journal of Orthopaedic & Sports Physical Therapy.
➡️ O’Sullivan, P. B., Caneiro, J. P., O'Keeffe, M., et al. (2018). Cognitive Functional Therapy: An Integrated Behavioral Approach for the Targeted Management of Disabling Low Back Pain. Physical Therapy, 98(5), 408–423.
➡️ Caneiro, J. P., O'Sullivan, P., Lipp, O. V., et al. (2018). Evaluation of implicit associations between back posture and safety of bending and lifting. Scandinavian Journal of Pain, 18(4), 719–728.
➡️ Wernli, K., O'Sullivan, P., Smith, A., et al. (2020). Do changes in movement and posture relate to changes in back pain and disability in people with non-specific chronic low back pain? A systematic review. Pain, 161(4), 765–773.
➡️ Nolan, D., O'Sullivan, K., Stephenson, J., O'Sullivan, P., & Lucock, M. (2020). What are the beliefs of the general public about the causes of and risk factors for low back pain? A systematic review. BMJ Open, 10(7), e037833.
➡️ Saraceni, N., O'Sullivan, K., O'Keeffe, M., et al. (2022). Does intra-lumbar flexion differ in manual workers with and without chronic low back pain? A cross-sectional study. Ergonomics, 65(7), 993-1002.
➡️ Vlaeyen, J. W. S., & Linton, S. J. (2000). Fear-avoidance and its consequences in chronic musculoskeletal pain: a state of the art. Pain, 85(3), 317-332.
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บ้านใจอารีย์คลินิกกายภาพ มี 2 สาขา
!!ยินดีให้คำปรึกษา ฟรี!!
📌สาขา เยาวราช
-แผนที่ : https://g.co/kgs/kXSEbT
-โทร : 080 425 9900
-Line : https://lin.ee/6pVt7JG
📌สาขา เพชรเกษม81
-แผนที่ : https://g.co/kgs/MVhq7B
-โทร : 094 654 2460
-Line :https://lin.ee/cl1hNqe





ความคิดเห็น