😧 Dr. W EP. 210: "ปวดหลัง... ต้อง X-Ray หรือ MRI ทันที? 🔍 หยุด! ผลวิจัยชี้ 'อาจไม่จำเป็น' และนี่คือ 3 เหตุผล!"
- Werachart Jaiaree
- 16 ก.ย. 2568
- ยาว 3 นาที
สวัสดีครับ! Dr. W กลับมาอีกครั้ง! วันนี้เราจะมาคุยกันในหัวข้อที่ "คลาสสิก" ตลอดกาล แต่ก็มีความเข้าใจผิดมากที่สุดเรื่องหนึ่ง นั่นคือ อาการปวดหลังส่วนล่าง (Low Back Pain - LBP) กับการทำภาพถ่ายรังสี (Imaging) ครับ
เราหลายคนทำงานเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว หรือแม้กระทั่งตัวเราเองเมื่อมีอาการปวดหลัง สิ่งแรกที่มักจะนึกถึงคือ "ต้องไปหาหมอเพื่อ X-Ray หรือทำ MRI"

ความเชื่อดั้งเดิมที่เรามักได้ยิน (The "Common" Belief):
➡️ เรามักเชื่อกันว่า ถ้าปวดหลัง (โดยเฉพาะปวดเรื้อรัง) เราต้องไป X-Ray หรือทำ MRI ทันที เพื่อหา "สาเหตุที่แท้จริง" ว่ามีอะไร "เสื่อม" "ปลิ้น" หรือ "ทับเส้น"
➡️ เราเชื่อว่าเมื่อเห็น "รอยโรค" ในฟิล์ม เราก็จะรู้วิธี "แก้ไข" มันได้ตรงจุด และถ้าแก้ที่จุดนั้นได้ อาการปวดก็จะหายไป
แต่... เรื่องที่อาจจะน่าประหลาดใจมากก็คือ: สำหรับอาการปวดหลังส่วนล่างส่วนใหญ่ (ที่ไม่ใช่กลุ่มอาการอันตราย) งานวิจัยทางการแพทย์ในปัจจุบัน "ไม่แนะนำ" ให้ทำการถ่ายภาพรังสีเป็นลำดับแรกครับ! เพราะในเคสส่วนใหญ่ มันแทบไม่ได้เปลี่ยนแผนการรักษา หรือไม่ได้ช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้นเลย
ลองมาดู 3 ข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องนี้กันครับ!
📊 ผลลัพธ์... 3 ความจริงเกี่ยวกับ Imaging ที่คุณอาจต้องเปลี่ยนความคิด!
➡️ 1. ความ "เสื่อม" คือความ "ปกติ" (เหมือนผมหงอกและรอยเหี่ยวย่น)!
⭐ สิ่งที่พบบน MRI เช่น หมอนรองกระดูกเสื่อม (Degeneration), หมอนรองกระดูกโป่ง (Disc Bulges) หรือภาวะอื่นๆ เป็นสิ่งที่พบได้ "ทั่วไป" ในกลุ่มคนที่ "ไม่มีอาการปวดหลังเลย" (Asymptomatic Individuals)
⭐ มันคือส่วนหนึ่งของความชราภาพตามปกติของร่างกายครับ! มีข้อมูลทางสถิติที่น่าตกใจคือ:
⭐ แม้แต่ในกลุ่มคนอายุ 20 ปี (ที่ไม่มีอาการปวดใดๆ)... 37% ตรวจพบ "หมอนรองกระดูกเสื่อม"
⭐ และในกลุ่มคนอายุ 80 ปี (ที่ไม่มีอาการปวด)... 96% ตรวจพบสิ่งเดียวกัน!
⭐ เรื่องนี้รวมไปถึงภาวะอื่นๆ ด้วย เช่น โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Stenosis), กระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis) หรือแม้แต่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Disc Herniations)
⭐ นี่คือเหตุผลว่าทำไม "ประวัติการเจ็บป่วย" และ "อาการที่แสดง" (History and Presentation) ของคนไข้ จึงสำคัญกว่าสิ่งที่เห็นในฟิล์มครับ
➡️ 2. ความรุนแรงในฟิล์ม "ไม่สัมพันธ์" กับความรุนแรงของอาการ
⭐ นี่คือจุดสำคัญครับ: การที่ในฟิล์ม MRI พบว่ามี "หมอนรองกระดูกปลิ้นขนาดใหญ่" หรือ "การกดทับเส้นประสาทที่รุนแรง" ... ไม่ได้แปลว่า ผู้ป่วยจะต้องมีอาการที่แย่กว่า หรือมีผลการรักษาที่แย่กว่าเสมอไป
⭐ ในทางกลับกัน มันเป็นไปได้ที่เราจะมี "การกดทับเส้นประสาท" ในฟิล์ม โดยที่ "ไม่มีอาการใดๆ เลยแม้แต่น้อย"
⭐ ดังนั้น ในการทำกายภาพบำบัด เราจึงไม่จำเป็นต้องโฟกัสที่การ "เปลี่ยนแปลงภาพในฟิล์ม" เพราะอาการและการใช้งานร่างกาย (Symptoms and Function) ของผู้ป่วยสามารถดีขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ โดยที่ภาพใน MRI ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง (และบ่อยครั้งมันก็ไม่ได้เปลี่ยน)
➡️ 3. การถ่ายภาพรังสีที่ไม่จำเป็น อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ "แย่ลง"
⭐ การทำ Imaging (โดยเฉพาะเมื่อไม่จำเป็น) ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย, สามารถสร้าง "ความวิตกกังวล" ที่ไม่จำเป็นให้กับผู้ป่วย (เช่น ความกลัวว่าร่างกายตัวเอง "พัง" หรือ "เสื่อม" เกินแก้ ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมการกลัวการขยับตัว - Fear-Avoidance Beliefs)
⭐ และที่สำคัญ มันอาจนำไปสู่การทดสอบและการรักษาทางการแพทย์อื่นๆ ที่เกินความจำเป็น (Unwarranted medical tests and treatments) ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์โดยรวมที่แย่ลงได้ (Webster 2013, 2014)
🤔 อ้าว... แล้วแบบนี้แปลว่าห้ามทำ Imaging เลยหรือไม่?
➡️ "ไม่ใช่ครับ" การถ่ายภาพรังสี "จำเป็นอย่างยิ่ง" หากแพทย์สงสัยภาวะอันตราย หรือ "สัญญาณธงแดง" (Red Flags) เช่น:
กระดูกหัก (Fracture) (เช่น จากการล้มรุนแรง)
การติดเชื้อ (Infection)
โรครูมาตอยด์หรือการอักเสบเฉพาะทาง (Inflammatory disease)
มะเร็ง (Cancer)
หรือในกรณีที่กำลังพิจารณา "การผ่าตัด" อย่างจริงจังตามคำแนะนำของแพทย์
นี่คือสิ่งที่ต้องพูดคุยและประเมินร่วมกับแพทย์ผู้ดูแลของคุณครับ
💡 Dr. W's Take: ข้อคิดจาก Dr. W
➡️ แน่นอนครับ ผลวินิจฉัยและภาพจากฟิล์มมีประโยชน์มาก "ในบริบทที่ถูกต้อง" แต่บางครั้ง "คำวินิจฉัย" หรือ "ป้ายกำกับ" (Labels) ที่เราได้รับ (เช่น "คุณเป็นกระดูกเสื่อม" "หมอนรองกระดูกปลิ้น") สามารถส่งผลกระทบเชิงลบต่อ "ความคาดหวัง" (Expectations) ของเรา และสร้าง "ความเชื่อที่จำกัดตัวเอง" (Self-limiting beliefs) โดยไม่จำเป็น
➡️ Dr. W แค่อยากให้คุณรู้ว่า "คุณเป็นมากกว่าผลอ่าน MRI" ร่างกายของคุณไม่ได้ถูกนิยามด้วย "ป้ายกำกับ" เหล่านั้นครับ การฟื้นฟูร่างกายและกลไกการปวดนั้นซับซ้อนกว่าการพยายาม "แก้ไข" สิ่งที่เห็นในฟิล์มเสมอไปครับ!
✨ เคสตัวอย่างจากคลินิก: เมื่อผล MRI บอกว่า "หลังเสื่อม" ... จน "ไม่กล้าก้ม" ✨
คุณอาร์ต อายุ 45 ปี เป็นพนักงานออฟฟิศ มาที่ "บ้านใจอารีย์คลินิกกายภาพบำบัด" ด้วยปัญหา ปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง (Chronic LBP) และความกลัวในการก้มตัวอย่างรุนแรง
การประเมิน (Assessment):
➡️ Subjective (อาการและการรับรู้ของผู้ป่วย):
คุณอาร์ตเล่าว่า: "ผมปวดหลังล่างมา 6 เดือนครับ มันปวดตึงๆ หน่วงๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลานั่งนานๆ หรือพยายามจะก้มหยิบของ"
ประเด็นสำคัญ (History & The Belief System): "ผมกังวลมากเลยไปทำ MRI มาครับ... ผลออกมาว่า 'หมอนรองกระดูกเสื่อม L4/L5' (Disc Degeneration) และมี 'หมอนรองกระดูกโป่งเล็กน้อย' (Mild Disc Bulge)"
"หมอบอกว่ามันคือความเสื่อมตามวัย แต่ตั้งแต่วันที่ผมเห็นผลอ่านนั้น... ผมไม่กล้าก้มสุดเลยครับ ผมกลัวว่าถ้าก้มแล้วหมอนรองมันจะ 'ปลิ้น' ออกมาเพิ่ม ผมเลิกยกของทุกชนิด เลิกออกกำลังกายที่เคยทำ (เคยยกเวทเบาๆ) ตอนนี้ผมรู้สึกว่าหลังผม 'พัง' และต้องคอยระวังมันตลอดเวลาครับ"
➡️ Objective (การตรวจร่างกาย):
Movement Observation: สังเกตเห็นพฤติกรรม "การป้องกันตัว" (Guarding Behavior) ที่ชัดเจน คุณอาร์ตเคลื่อนไหวหลังแบบ "แข็งทื่อ" (Rigid movement) พยายามรักษาหลังให้ตรงแน่วตลอดเวลา
ROM (Range of Motion): จำกัดการก้มตัว (Limited lumbar flexion) อย่างมาก แต่เมื่อทดสอบพบว่าเป็นข้อจำกัดที่เกิดจาก "ความกลัวและการเกร็งกล้ามเนื้อ" มากกว่าการติดขัดของข้อต่อจริงๆ
Functional Test: ไม่สามารถก้มแตะพื้นได้ (ทั้งที่เคยทำได้) ไม่ใช่เพราะเจ็บ แต่เพราะ "ไม่กล้า"
แผนการรักษา (Intervention Plan - เน้นการ "ทลายความเชื่อ" จากผล MRI):
🧠 1. Pain Science Education (PSE) - สำคัญที่สุด! (The Core of EP. 210)
ทลายความเชื่อเรื่อง 'ผล MRI = ความเสียหาย':
นักกายภาพฯ: "คุณอาร์ตครับ ข่าวดีคือ สิ่งที่เห็นใน MRI ของคุณ... มัน 'ปกติ' มากๆ ครับ"
The "Aha!" Moment (Using Data from the EP): "จากงานวิจัยล่าสุดนะครับ คนอายุ 20 กว่าๆ ที่ 'ไม่ปวดหลังเลย' 37% ก็มีหมอนรองกระดูกเสื่อมแบบนี้ และถ้าเราไปดูคนอายุ 80 ปีที่สุขภาพดี... 96% ก็มีครับ!"
"ดังนั้น ภาวะเสื่อมหรือโป่งเล็กน้อย (Bulge) ที่เราเห็น มันเหมือน 'รอยเหี่ยวย่น' หรือ 'ผมหงอก' ของกระดูกสันหลังครับ มันเป็นส่วนหนึ่งของอายุที่เพิ่มขึ้น แต่มัน 'ไม่สัมพันธ์' กับอาการปวด ที่คุณเป็นครับ"
เปลี่ยนมุมมองการรักษา (Reframing):
"อาการปวดเรื้อรังของคุณ ไม่ได้แปลว่าหลังคุณ 'พัง' หรือ 'กำลังจะปลิ้น' ครับ แต่การที่เรา 'กลัว' ที่จะขยับมัน และ 'เกร็งป้องกัน' มันตลอดเวลาต่างหาก ที่ทำให้กล้ามเนื้อตึงตัว อ่อนไหวต่อการกระตุ้น และทำให้ร่างกายอ่อนแอลง"
เป้าหมายของเรา: "เราจะไม่ 'แก้ไข' รอยเสื่อมใน MRI (เพราะมันไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน) แต่เราจะ 'สร้างความมั่นใจ' และ 'ความแข็งแรง' ให้คุณกลับไปก้มตัวและออกกำลังกายได้โดยไม่กลัวครับ กระดูกสันหลังถูกออกแบบมาให้ 'เคลื่อนไหว' และ 'งอ' ได้ครับ"
📈 2. Graded Exposure (การเผชิญหน้ากับการเคลื่อนไหวที่กลัว...อย่างค่อยเป็นค่อยไป)
เริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวที่เขา "กลัว" (การก้ม/งอหลัง) แต่ในระดับที่ปลอดภัยและควบคุมได้ เช่น ท่า Cat-Cow, Pelvic Tilts เพื่อ "พิสูจน์" ให้สมองรับรู้ว่าการงอหลังนั้น "ปลอดภัย"
สอนการเคลื่อนไหวแบบแยกส่วน (Segmentation) ให้ร่างกายเรียนรู้การขยับอย่างผ่อนคลายอีกครั้ง
💪 3. Progressive Strengthening Program (สร้างความทนทานและความแข็งแรง)
Phase 1 (Re-activation): เริ่มท่าพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นใจ เช่น Glute Bridges, Bird-Dog โดยเน้นว่า "คุณทำได้ หลังคุณแข็งแรง"
Phase 2 (Building Capacity): ค่อยๆ เพิ่มท่าที่ต้องใช้หลังและสะโพก (Progressive Loading) เช่น Bodyweight Squats และที่สำคัญคือ "หัดก้ม" (Bending Practice) โดยเริ่มจากก้มแตะเข่า แตะหน้าแข้ง จนแตะพื้นได้
Phase 3 (Adding Load): ค่อยๆ กลับไปสู่การยกของ หรือท่า Deadlift โดยเริ่มจากน้ำหนักเบามาก (หรือใช้ยางยืด) เพื่อพิสูจน์ให้สมองเห็นว่า "การก้ม + ยกของ = ปลอดภัย"
ผลลัพธ์ (Outcome):
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือ ทัศนคติ (Mindset): คุณอาร์ตเลิกมองตัวเองว่าเป็น "คนหลังเสื่อม" ที่รอวัน "พัง" เขากลับมามั่นใจในร่างกายของตัวเอง
เมื่อความกลัว (Fear-Avoidance) และพฤติกรรมการเกร็งป้องกัน (Guarding) หายไป อาการปวดตึงเรื้อรังก็ลดลงอย่างมาก
ภายในไม่กี่สัปดาห์ คุณอาร์ตสามารถก้มหยิบของจากพื้นได้โดยไม่ลังเล และเริ่มกลับไปโปรแกรมยกเวทเบาๆ ได้อีกครั้ง
ข้อสังเกต: เคสนี้แสดงให้เห็นว่า "คำวินิจฉัย" และ "ป้ายกำกับ" จาก Imaging สามารถสร้างผลกระทบเชิงลบ (Nocebo effect) ได้รุนแรงกว่าตัวพยาธิสภาพจริงๆ การให้ความรู้ (PSE) เพื่อทำลายความเชื่อผิดๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกผู้ป่วยกลุ่มนี้ครับ!
📖 References
➡️ Brinjikji, W., Luetmer, P. H., Comstock, B., et al. (2015). Systematic literature review of imaging features of spinal degeneration in asymptomatic populations. AJNR. American Journal of Neuroradiology, 36(4), 811–816.
➡️ Webster, B. S., Bauer, A. Z., Choi, Y., et al. (2013). Iatrogenic consequences of early magnetic resonance imaging in acute, work-related, disabling low back pain. Spine, 38(22), 1939–1946.
➡️ Webster, B. S., & Cifuentes, M. (2014). Relationship of early magnetic resonance imaging for work-related acute low back pain with disability and medical utilization outcomes. Journal of Occupational and Environmental Medicine, 56(6), 600–608.
➡️ Foster, N. E., Anema, J. R., Cherkin, D., et al. (2018). Prevention and treatment of low back pain: evidence, challenges, and promising directions. The Lancet, 391(10137), 2368–2383.
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บ้านใจอารีย์คลินิกกายภาพ มี 2 สาขา
!!ยินดีให้คำปรึกษา ฟรี!!
📌สาขา เยาวราช
-แผนที่ : https://g.co/kgs/kXSEbT
-โทร : 080 425 9900
-Line : https://lin.ee/6pVt7JG
📌สาขา เพชรเกษม81
-แผนที่ : https://g.co/kgs/MVhq7B
-โทร : 094 654 2460
-Line :https://lin.ee/cl1hNqe





ความคิดเห็น