top of page

😧 Dr. W EP. 210: "ปวดหลัง... ต้อง X-Ray หรือ MRI ทันที? 🔍 หยุด! ผลวิจัยชี้ 'อาจไม่จำเป็น' และนี่คือ 3 เหตุผล!"

สวัสดีครับ! Dr. W กลับมาอีกครั้ง! วันนี้เราจะมาคุยกันในหัวข้อที่ "คลาสสิก" ตลอดกาล แต่ก็มีความเข้าใจผิดมากที่สุดเรื่องหนึ่ง นั่นคือ อาการปวดหลังส่วนล่าง (Low Back Pain - LBP) กับการทำภาพถ่ายรังสี (Imaging) ครับ


เราหลายคนทำงานเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว หรือแม้กระทั่งตัวเราเองเมื่อมีอาการปวดหลัง สิ่งแรกที่มักจะนึกถึงคือ "ต้องไปหาหมอเพื่อ X-Ray หรือทำ MRI"



ความเชื่อดั้งเดิมที่เรามักได้ยิน (The "Common" Belief):

➡️ เรามักเชื่อกันว่า ถ้าปวดหลัง (โดยเฉพาะปวดเรื้อรัง) เราต้องไป X-Ray หรือทำ MRI ทันที เพื่อหา "สาเหตุที่แท้จริง" ว่ามีอะไร "เสื่อม" "ปลิ้น" หรือ "ทับเส้น"


➡️ เราเชื่อว่าเมื่อเห็น "รอยโรค" ในฟิล์ม เราก็จะรู้วิธี "แก้ไข" มันได้ตรงจุด และถ้าแก้ที่จุดนั้นได้ อาการปวดก็จะหายไป


แต่... เรื่องที่อาจจะน่าประหลาดใจมากก็คือ: สำหรับอาการปวดหลังส่วนล่างส่วนใหญ่ (ที่ไม่ใช่กลุ่มอาการอันตราย) งานวิจัยทางการแพทย์ในปัจจุบัน "ไม่แนะนำ" ให้ทำการถ่ายภาพรังสีเป็นลำดับแรกครับ! เพราะในเคสส่วนใหญ่ มันแทบไม่ได้เปลี่ยนแผนการรักษา หรือไม่ได้ช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้นเลย

ลองมาดู 3 ข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องนี้กันครับ!


📊 ผลลัพธ์... 3 ความจริงเกี่ยวกับ Imaging ที่คุณอาจต้องเปลี่ยนความคิด!

➡️ 1. ความ "เสื่อม" คือความ "ปกติ" (เหมือนผมหงอกและรอยเหี่ยวย่น)!

⭐ สิ่งที่พบบน MRI เช่น หมอนรองกระดูกเสื่อม (Degeneration), หมอนรองกระดูกโป่ง (Disc Bulges) หรือภาวะอื่นๆ เป็นสิ่งที่พบได้ "ทั่วไป" ในกลุ่มคนที่ "ไม่มีอาการปวดหลังเลย" (Asymptomatic Individuals)


⭐ มันคือส่วนหนึ่งของความชราภาพตามปกติของร่างกายครับ! มีข้อมูลทางสถิติที่น่าตกใจคือ:


⭐ แม้แต่ในกลุ่มคนอายุ 20 ปี (ที่ไม่มีอาการปวดใดๆ)... 37% ตรวจพบ "หมอนรองกระดูกเสื่อม"


⭐ และในกลุ่มคนอายุ 80 ปี (ที่ไม่มีอาการปวด)... 96% ตรวจพบสิ่งเดียวกัน!


⭐ เรื่องนี้รวมไปถึงภาวะอื่นๆ ด้วย เช่น โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Stenosis), กระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis) หรือแม้แต่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Disc Herniations)


⭐ นี่คือเหตุผลว่าทำไม "ประวัติการเจ็บป่วย" และ "อาการที่แสดง" (History and Presentation) ของคนไข้ จึงสำคัญกว่าสิ่งที่เห็นในฟิล์มครับ


➡️ 2. ความรุนแรงในฟิล์ม "ไม่สัมพันธ์" กับความรุนแรงของอาการ

⭐ นี่คือจุดสำคัญครับ: การที่ในฟิล์ม MRI พบว่ามี "หมอนรองกระดูกปลิ้นขนาดใหญ่" หรือ "การกดทับเส้นประสาทที่รุนแรง" ... ไม่ได้แปลว่า ผู้ป่วยจะต้องมีอาการที่แย่กว่า หรือมีผลการรักษาที่แย่กว่าเสมอไป


⭐ ในทางกลับกัน มันเป็นไปได้ที่เราจะมี "การกดทับเส้นประสาท" ในฟิล์ม โดยที่ "ไม่มีอาการใดๆ เลยแม้แต่น้อย"


⭐ ดังนั้น ในการทำกายภาพบำบัด เราจึงไม่จำเป็นต้องโฟกัสที่การ "เปลี่ยนแปลงภาพในฟิล์ม" เพราะอาการและการใช้งานร่างกาย (Symptoms and Function) ของผู้ป่วยสามารถดีขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ โดยที่ภาพใน MRI ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง (และบ่อยครั้งมันก็ไม่ได้เปลี่ยน)


➡️ 3. การถ่ายภาพรังสีที่ไม่จำเป็น อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ "แย่ลง"

⭐ การทำ Imaging (โดยเฉพาะเมื่อไม่จำเป็น) ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย, สามารถสร้าง "ความวิตกกังวล" ที่ไม่จำเป็นให้กับผู้ป่วย (เช่น ความกลัวว่าร่างกายตัวเอง "พัง" หรือ "เสื่อม" เกินแก้ ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมการกลัวการขยับตัว - Fear-Avoidance Beliefs)


⭐ และที่สำคัญ มันอาจนำไปสู่การทดสอบและการรักษาทางการแพทย์อื่นๆ ที่เกินความจำเป็น (Unwarranted medical tests and treatments) ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์โดยรวมที่แย่ลงได้ (Webster 2013, 2014)


🤔 อ้าว... แล้วแบบนี้แปลว่าห้ามทำ Imaging เลยหรือไม่?

➡️ "ไม่ใช่ครับ" การถ่ายภาพรังสี "จำเป็นอย่างยิ่ง" หากแพทย์สงสัยภาวะอันตราย หรือ "สัญญาณธงแดง" (Red Flags) เช่น:

กระดูกหัก (Fracture) (เช่น จากการล้มรุนแรง)

การติดเชื้อ (Infection)

โรครูมาตอยด์หรือการอักเสบเฉพาะทาง (Inflammatory disease)

มะเร็ง (Cancer)

หรือในกรณีที่กำลังพิจารณา "การผ่าตัด" อย่างจริงจังตามคำแนะนำของแพทย์

นี่คือสิ่งที่ต้องพูดคุยและประเมินร่วมกับแพทย์ผู้ดูแลของคุณครับ


💡 Dr. W's Take: ข้อคิดจาก Dr. W

➡️ แน่นอนครับ ผลวินิจฉัยและภาพจากฟิล์มมีประโยชน์มาก "ในบริบทที่ถูกต้อง" แต่บางครั้ง "คำวินิจฉัย" หรือ "ป้ายกำกับ" (Labels) ที่เราได้รับ (เช่น "คุณเป็นกระดูกเสื่อม" "หมอนรองกระดูกปลิ้น") สามารถส่งผลกระทบเชิงลบต่อ "ความคาดหวัง" (Expectations) ของเรา และสร้าง "ความเชื่อที่จำกัดตัวเอง" (Self-limiting beliefs) โดยไม่จำเป็น


➡️ Dr. W แค่อยากให้คุณรู้ว่า "คุณเป็นมากกว่าผลอ่าน MRI" ร่างกายของคุณไม่ได้ถูกนิยามด้วย "ป้ายกำกับ" เหล่านั้นครับ การฟื้นฟูร่างกายและกลไกการปวดนั้นซับซ้อนกว่าการพยายาม "แก้ไข" สิ่งที่เห็นในฟิล์มเสมอไปครับ!


✨ เคสตัวอย่างจากคลินิก: เมื่อผล MRI บอกว่า "หลังเสื่อม" ... จน "ไม่กล้าก้ม" ✨

คุณอาร์ต อายุ 45 ปี เป็นพนักงานออฟฟิศ มาที่ "บ้านใจอารีย์คลินิกกายภาพบำบัด" ด้วยปัญหา ปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง (Chronic LBP) และความกลัวในการก้มตัวอย่างรุนแรง


การประเมิน (Assessment):

➡️ Subjective (อาการและการรับรู้ของผู้ป่วย):

คุณอาร์ตเล่าว่า: "ผมปวดหลังล่างมา 6 เดือนครับ มันปวดตึงๆ หน่วงๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลานั่งนานๆ หรือพยายามจะก้มหยิบของ"

ประเด็นสำคัญ (History & The Belief System): "ผมกังวลมากเลยไปทำ MRI มาครับ... ผลออกมาว่า 'หมอนรองกระดูกเสื่อม L4/L5' (Disc Degeneration) และมี 'หมอนรองกระดูกโป่งเล็กน้อย' (Mild Disc Bulge)"

"หมอบอกว่ามันคือความเสื่อมตามวัย แต่ตั้งแต่วันที่ผมเห็นผลอ่านนั้น... ผมไม่กล้าก้มสุดเลยครับ ผมกลัวว่าถ้าก้มแล้วหมอนรองมันจะ 'ปลิ้น' ออกมาเพิ่ม ผมเลิกยกของทุกชนิด เลิกออกกำลังกายที่เคยทำ (เคยยกเวทเบาๆ) ตอนนี้ผมรู้สึกว่าหลังผม 'พัง' และต้องคอยระวังมันตลอดเวลาครับ"


➡️ Objective (การตรวจร่างกาย):

Movement Observation: สังเกตเห็นพฤติกรรม "การป้องกันตัว" (Guarding Behavior) ที่ชัดเจน คุณอาร์ตเคลื่อนไหวหลังแบบ "แข็งทื่อ" (Rigid movement) พยายามรักษาหลังให้ตรงแน่วตลอดเวลา

ROM (Range of Motion): จำกัดการก้มตัว (Limited lumbar flexion) อย่างมาก แต่เมื่อทดสอบพบว่าเป็นข้อจำกัดที่เกิดจาก "ความกลัวและการเกร็งกล้ามเนื้อ" มากกว่าการติดขัดของข้อต่อจริงๆ

Functional Test: ไม่สามารถก้มแตะพื้นได้ (ทั้งที่เคยทำได้) ไม่ใช่เพราะเจ็บ แต่เพราะ "ไม่กล้า"


แผนการรักษา (Intervention Plan - เน้นการ "ทลายความเชื่อ" จากผล MRI):

🧠 1. Pain Science Education (PSE) - สำคัญที่สุด! (The Core of EP. 210)

ทลายความเชื่อเรื่อง 'ผล MRI = ความเสียหาย':

นักกายภาพฯ: "คุณอาร์ตครับ ข่าวดีคือ สิ่งที่เห็นใน MRI ของคุณ... มัน 'ปกติ' มากๆ ครับ"

The "Aha!" Moment (Using Data from the EP): "จากงานวิจัยล่าสุดนะครับ คนอายุ 20 กว่าๆ ที่ 'ไม่ปวดหลังเลย' 37% ก็มีหมอนรองกระดูกเสื่อมแบบนี้ และถ้าเราไปดูคนอายุ 80 ปีที่สุขภาพดี... 96% ก็มีครับ!"


"ดังนั้น ภาวะเสื่อมหรือโป่งเล็กน้อย (Bulge) ที่เราเห็น มันเหมือน 'รอยเหี่ยวย่น' หรือ 'ผมหงอก' ของกระดูกสันหลังครับ มันเป็นส่วนหนึ่งของอายุที่เพิ่มขึ้น แต่มัน 'ไม่สัมพันธ์' กับอาการปวด ที่คุณเป็นครับ"

เปลี่ยนมุมมองการรักษา (Reframing):

"อาการปวดเรื้อรังของคุณ ไม่ได้แปลว่าหลังคุณ 'พัง' หรือ 'กำลังจะปลิ้น' ครับ แต่การที่เรา 'กลัว' ที่จะขยับมัน และ 'เกร็งป้องกัน' มันตลอดเวลาต่างหาก ที่ทำให้กล้ามเนื้อตึงตัว อ่อนไหวต่อการกระตุ้น และทำให้ร่างกายอ่อนแอลง"


เป้าหมายของเรา: "เราจะไม่ 'แก้ไข' รอยเสื่อมใน MRI (เพราะมันไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน) แต่เราจะ 'สร้างความมั่นใจ' และ 'ความแข็งแรง' ให้คุณกลับไปก้มตัวและออกกำลังกายได้โดยไม่กลัวครับ กระดูกสันหลังถูกออกแบบมาให้ 'เคลื่อนไหว' และ 'งอ' ได้ครับ"


📈 2. Graded Exposure (การเผชิญหน้ากับการเคลื่อนไหวที่กลัว...อย่างค่อยเป็นค่อยไป)

เริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวที่เขา "กลัว" (การก้ม/งอหลัง) แต่ในระดับที่ปลอดภัยและควบคุมได้ เช่น ท่า Cat-Cow, Pelvic Tilts เพื่อ "พิสูจน์" ให้สมองรับรู้ว่าการงอหลังนั้น "ปลอดภัย"

สอนการเคลื่อนไหวแบบแยกส่วน (Segmentation) ให้ร่างกายเรียนรู้การขยับอย่างผ่อนคลายอีกครั้ง


💪 3. Progressive Strengthening Program (สร้างความทนทานและความแข็งแรง)

Phase 1 (Re-activation): เริ่มท่าพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นใจ เช่น Glute Bridges, Bird-Dog โดยเน้นว่า "คุณทำได้ หลังคุณแข็งแรง"


Phase 2 (Building Capacity): ค่อยๆ เพิ่มท่าที่ต้องใช้หลังและสะโพก (Progressive Loading) เช่น Bodyweight Squats และที่สำคัญคือ "หัดก้ม" (Bending Practice) โดยเริ่มจากก้มแตะเข่า แตะหน้าแข้ง จนแตะพื้นได้


Phase 3 (Adding Load): ค่อยๆ กลับไปสู่การยกของ หรือท่า Deadlift โดยเริ่มจากน้ำหนักเบามาก (หรือใช้ยางยืด) เพื่อพิสูจน์ให้สมองเห็นว่า "การก้ม + ยกของ = ปลอดภัย"


ผลลัพธ์ (Outcome):

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือ ทัศนคติ (Mindset): คุณอาร์ตเลิกมองตัวเองว่าเป็น "คนหลังเสื่อม" ที่รอวัน "พัง" เขากลับมามั่นใจในร่างกายของตัวเอง

เมื่อความกลัว (Fear-Avoidance) และพฤติกรรมการเกร็งป้องกัน (Guarding) หายไป อาการปวดตึงเรื้อรังก็ลดลงอย่างมาก

ภายในไม่กี่สัปดาห์ คุณอาร์ตสามารถก้มหยิบของจากพื้นได้โดยไม่ลังเล และเริ่มกลับไปโปรแกรมยกเวทเบาๆ ได้อีกครั้ง


ข้อสังเกต: เคสนี้แสดงให้เห็นว่า "คำวินิจฉัย" และ "ป้ายกำกับ" จาก Imaging สามารถสร้างผลกระทบเชิงลบ (Nocebo effect) ได้รุนแรงกว่าตัวพยาธิสภาพจริงๆ การให้ความรู้ (PSE) เพื่อทำลายความเชื่อผิดๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกผู้ป่วยกลุ่มนี้ครับ!


📖 References

➡️ Brinjikji, W., Luetmer, P. H., Comstock, B., et al. (2015). Systematic literature review of imaging features of spinal degeneration in asymptomatic populations. AJNR. American Journal of Neuroradiology, 36(4), 811–816.

➡️ Webster, B. S., Bauer, A. Z., Choi, Y., et al. (2013). Iatrogenic consequences of early magnetic resonance imaging in acute, work-related, disabling low back pain. Spine, 38(22), 1939–1946.

➡️ Webster, B. S., & Cifuentes, M. (2014). Relationship of early magnetic resonance imaging for work-related acute low back pain with disability and medical utilization outcomes. Journal of Occupational and Environmental Medicine, 56(6), 600–608.

➡️ Foster, N. E., Anema, J. R., Cherkin, D., et al. (2018). Prevention and treatment of low back pain: evidence, challenges, and promising directions. The Lancet, 391(10137), 2368–2383.


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บ้านใจอารีย์คลินิกกายภาพ มี 2 สาขา

!!ยินดีให้คำปรึกษา ฟรี!!

📌สาขา เยาวราช

-แผนที่ : https://g.co/kgs/kXSEbT

-โทร : 080 425 9900


📌สาขา เพชรเกษม81

-แผนที่ : https://g.co/kgs/MVhq7B

-โทร : 094 654 2460

 
 
 

ความคิดเห็น


Our Partner

สาขาเพชรเกษม 81
  • facebook
  • generic-social-link
  • generic-social-link

256/1 ซอยวุฒิสุข (ข้างสน.หนองแขม) เพชรเกษม 81, หนองแขม, กทม. 10160

สาขาเยาวราช
  • facebook
  • generic-social-link
  • generic-social-link

9 ถนนพระรามที่ ๔ แขวง ป้อมปราบ

เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100
(อยู่ติดแยกหมอมี)

เวลาทำการ : จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 น. - 20.00 น.

©2019 by JR Physio Clinic. Proudly created with Wix.com

bottom of page