top of page

😊 Dr. W EP. 163: "จาก 'เจ็บ' สู่ 'จบ'! 🏃‍♂️ ส่อง 4 เฟสการฟื้นฟูร่างกาย (Rehab Progression)"



สวัสดีครับ! Dr. W กลับมาอีกครั้งครับ! เคยสงสัยไหมครับว่าการฟื้นฟูร่างกายจากอาการบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นข้อเท้าพลิก, เอ็นไขว้หน้าขาด, หรือหลังผ่าตัดต่างๆ นั้นมีขั้นตอนอย่างไร? ทำไมช่วงแรกถึงเน้นการพักและประคบเย็น แต่ช่วงหลังๆ ถึงเริ่มมีการออกกำลังกายที่หนักขึ้น? การฟื้นฟูทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะครับ แต่มันเป็น กระบวนการที่มีโครงสร้างและเป็นไปตามลำดับขั้นตอน ที่ชัดเจน


หัวใจสำคัญของกระบวนการนี้คือ การเลือกใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด (Modalities) และการออกกำลังกาย (Exercises) ให้เหมาะสมกับ "ระยะการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อ (Tissue's healing status)" และ "ความสามารถในการทนต่อแรงกระทำ (Ability to withstand applied stresses)" ในแต่ละช่วงเวลา วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจภาพรวมของการฟื้นฟู 4 ระยะนี้


ถอดรหัสการเดินทางสู่การฟื้นฟู (Deconstructing the Rehab Journey)

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่านี่คือ "กรอบแนวทาง (Framework)" ทั่วไปนะครับ ระยะเวลาของแต่ละเฟสจะแตกต่างกันไปอย่างมากในแต่ละบุคคลและแต่ละการบาดเจ็บ การจะขยับจากเฟสหนึ่งไปอีกเฟสหนึ่งจะขึ้นอยู่กับการประเมินอาการและการตอบสนองของผู้ป่วยเป็นหลัก ไม่ได้ขึ้นกับ "เวลา" เพียงอย่างเดียว


➡️ Phase I: The Inactive/Acute Phase (สีเขียว - เฟสแรก: ระยะอักเสบ/ปกป้องสูงสุด - Maximum Protection Phase)


สอดคล้องกับระยะการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ: ระยะอักเสบ (Inflammatory Phase) ซึ่งเกิดขึ้นประมาณ 1-7 วันแรกหลังการบาดเจ็บ


เป้าหมายหลัก (Primary Goals):


- ควบคุมอาการปวด บวม แดง ร้อน (Control Inflammation & Symptoms): เป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในระยะนี้ เพื่อให้ร่างกายสามารถเริ่มกระบวนการซ่อมแซมได้อย่างเหมาะสม


-ปกป้องเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ (Protect Healing Tissue): หลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักหรือการเคลื่อนไหวที่จะไปรบกวนหรือสร้างความเสียหายเพิ่มเติมให้กับเนื้อเยื่อที่กำลังอ่อนแอ


- คงการทำงานของส่วนอื่นๆ (Maintain Function of Surrounding Areas): ป้องกันไม่ให้ข้อต่อข้างเคียงเกิดการติดยึด หรือกล้ามเนื้อรอบๆ อ่อนแรงลงจากการไม่ได้ใช้งาน


- ให้ความรู้ผู้ป่วย (Patient Education): สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภาวะที่เกิดขึ้นและแนวทางการฟื้นฟู เพื่อลดความวิตกกังวลและสร้างความร่วมมือในการรักษา


กิจกรรมในเฟสนี้ (Activities in Detail):


Modalities (เครื่องมือ/เทคนิค):


- Cryotherapy (ประคบเย็น): ช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ลดการไหลเวียนเลือดมายังบริเวณที่บาดเจ็บ จึงช่วยชะลอการบวมและมีผลช่วยลดปวด


- Electrotherapy (เครื่องมือไฟฟ้า): เช่น TENS หรือ IFC เพื่อกระตุ้นระบบประสาทและช่วยลดอาการปวดตามหลัก Gate Control Theory


- Soft tissue mobility: การนวดหรือขยับเนื้อเยื่อรอบๆ อย่างนุ่มนวล เพื่อช่วยระบายของเหลวที่คั่งค้างและลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อที่เกร็งป้องกัน


- Joint mobility: การขยับข้อต่อเบาๆ ในช่วงที่ไม่เจ็บโดยนักกายภาพบำบัด (Gentle passive mobilization) เพื่อป้องกันข้อติดและส่งเสริมการไหลเวียนของน้ำไขข้อ


- Exercises: ในเฟสนี้จะ "ยังไม่มี" การออกกำลังกายที่เน้นการยืดหรือเสริมสร้างความแข็งแรงของบริเวณที่บาดเจ็บโดยตรง แต่อาจจะมีการ ขยับข้อต่อข้างเคียง (เช่น ปั๊มข้อเท้าในกรณีบาดเจ็บเข่า) หรือ การเกร็งกล้ามเนื้อแบบไม่เคลื่อนไหวข้อต่อ (Isometric contraction) เบาๆ ในช่วงที่ไม่เจ็บ


➡️ Phase II: The Active/Proliferative Phase (สีฟ้า - เฟสที่สอง: ระยะฟื้นฟูการเคลื่อนไหวและการควบคุม - Moderate Protection Phase)


สอดคล้องกับระยะการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ: ระยะการซ่อมสร้าง (Proliferative/Fibroblastic Repair Phase) ซึ่งเกิดขึ้นประมาณวันที่ 5 ไปจนถึง 3-6 สัปดาห์ ในระยะนี้ร่างกายจะเริ่มสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อใหม่ๆ ซึ่งยังคงมีความเปราะบางอยู่


เป้าหมายหลัก (Primary Goals):


- ฟื้นฟูองศาการเคลื่อนไหว (Restore ROM): ทำให้ข้อต่อสามารถเคลื่อนไหวได้เต็มช่วงและปราศจากความเจ็บปวด


- เพิ่มการควบคุมของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ (Improve Neuromuscular Control): "ปลุก" กล้ามเนื้อรอบๆ ข้อต่อให้กลับมาทำงานได้อย่างถูกต้องและประสานกัน


- เริ่มฟื้นฟูความทนทานของกล้ามเนื้อ (Restore Muscular Endurance)


กิจกรรมในเฟสนี้ (Activities in Detail):


- Modalities: อาจเปลี่ยนมาใช้ Thermotherapy (การประคบอุ่น) ก่อนการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดและเพิ่มความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อ ทำให้เคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น


- Flexibility Exercises: เริ่มโปรแกรมเพิ่มองศาการเคลื่อนไหว (Range of Motion - ROM) อย่างจริงจัง ทั้ง AAROM (ช่วยขยับ), AROM (ขยับเอง), และ PROM (นักกายภาพฯ ช่วยขยับ) อาจมีการยืดกล้ามเนื้อมัดที่ตึงตัว


- Resistive Exercises: เริ่มการฝึกความแข็งแรงแบบ Isometrics ในหลายๆ มุมของข้อต่อ จากนั้นอาจจะค่อยๆ พัฒนาไปสู่ Isotonics (มีการเคลื่อนไหว) ที่ใช้แรงต้านต่ำมากๆ และเน้นจำนวนครั้งที่มาก เพื่อฝึกความทนทานและการควบคุม


- Proprioception/Neuromotor: นี่คือส่วนที่สำคัญมากในเฟสนี้ คือการฝึก Balance (การทรงตัว) (เช่น ยืนขาเดียวบนพื้นมั่นคง) และ Coordination (การทำงานประสานกัน) เพื่อฟื้นฟูการรับรู้ตำแหน่งข้อต่อและฝึกให้สมองกลับมาสั่งการกล้ามเนื้อได้อย่างแม่นยำ


➡️ Phase III: The Resistive/Remodeling Phase (สีม่วง - เฟสที่สาม: ระยะเสริมสร้างความแข็งแรงและสมรรถภาพ - Minimum Protection Phase)


สอดคล้องกับระยะการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ: ระยะการปรับปรุงโครงสร้าง (Remodeling/Maturation Phase) ซึ่งอาจใช้เวลาตั้งแต่ 3 สัปดาห์ไปจนถึง 12 เดือนหรือมากกว่านั้น เนื้อเยื่อคอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่จะค่อยๆ จัดเรียงตัวและเพิ่มความแข็งแรงขึ้นตามแนวแรงที่กระทำ ดังนั้น เฟสนี้จึง ต้องการแรงกระทำที่เหมาะสม (Appropriate stress) เพื่อกระตุ้นให้เนื้อเยื่อปรับตัวได้อย่างแข็งแรงที่สุด


เป้าหมายหลัก (Primary Goals):


- เพิ่มความแข็งแรง, พละกำลัง, และความทนทานของกล้ามเนื้อ (Increase Strength, Power, Endurance)


- เพิ่มความมั่นคงในขณะเคลื่อนไหว (Dynamic Stability) และความคล่องตัว (Agility)


- เริ่มฝึกการเคลื่อนไหวที่จำเพาะต่อการใช้งานมากขึ้น


กิจกรรมในเฟสนี้ (Activities in Detail):


- Resistive Exercises: เป็นหัวใจของเฟสนี้ โดยเน้นหลัก Progressive Overload


- Progressive Isotonics: ฝึกด้วยน้ำหนักหรือแรงต้านที่หนักขึ้น มีการเคลื่อนไหวครบทั้ง Concentric และ Eccentric


- Isokinetics: อาจใช้เครื่องมือพิเศษเพื่อฝึกและวัดกำลังของกล้ามเนื้อที่ความเร็วคงที่


- Diagonal patterns (PNF): ฝึกการเคลื่อนไหวในแนวทแยง ซึ่งใกล้เคียงกับการใช้งานในชีวิตจริงและกีฬา


- Proprioception/Neuromotor: ฝึก Balance บนพื้นผิวที่ไม่มั่นคง, เริ่มฝึก Agility (เช่น วิ่งซิกแซก, ฝึกสเต็ปเท้า), และ Progressive Plyometrics (การฝึกกระโดด โดยเริ่มจากง่ายไปยาก เช่น กระโดดสองขาอยู่กับที่ -> กระโดดไปข้างหน้า -> กระโดดขาเดียว)


- Functional Exercises: เริ่มการฝึกที่เลียนแบบการใช้งานในชีวิตประจำวัน (Easy functional) เช่น การสควอท, การลันจ์ และค่อยๆ พัฒนาไปสู่ท่าที่ซับซ้อนขึ้น (Complex functional) ที่ต้องใช้ทั้งความแข็งแรง การทรงตัว และการทำงานประสานกัน


➡️ Phase IV: The Advanced/Return to Sport Phase (สีแดง - เฟสสุดท้าย: ระยะจำเพาะต่อกิจกรรม/กีฬา)


สอดคล้องกับระยะการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ: ระยะท้ายๆ ของ Remodeling Phase ซึ่งความแข็งแรงของเนื้อเยื่อใกล้เคียงกับภาวะปกติแล้ว


เป้าหมายหลัก (Primary Goals):


- ฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายให้สามารถรับมือกับ "ความต้องการที่จำเพาะ (Specific demands)" ของกีฬาหรือกิจกรรมที่ต้องการจะกลับไปทำได้อย่างเต็มที่


- เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงสุด และลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บซ้ำให้เหลือน้อยที่สุด


กิจกรรมในเฟสนี้ (Activities in Detail):


- ความเข้มข้นและความซับซ้อนของการฝึกจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น


- Functional Exercises: จะเน้นไปที่ Activity-performance specific exercises อย่างเต็มรูปแบบ คือการฝึกที่ "จำลอง" การเคลื่อนไหวในกีฬาชนิดนั้นๆ โดยตรง เช่น การฝึกตัดตัว (Cutting) และสปรินท์สำหรับนักฟุตบอล, การฝึกกระโดดตบและบล็อกสำหรับนักวอลเลย์บอล, การฝึกปะทะสำหรับนักรักบี้, หรือการฝึกยกของในท่าทางต่างๆ สำหรับผู้ที่ต้องการกลับไปทำงาน


- มักจะมีการ ทดสอบสมรรถภาพเพื่อการกลับไปเล่นกีฬา (Return-to-sport testing) เพื่อประเมินความพร้อมอย่างเป็นรูปธรรมก่อนที่จะอนุญาตให้กลับไปแข่งขันได้เต็มรูปแบบ


💡 Dr. W's Take: ข้อคิดจาก Dr. W


➡️ ห้ามข้ามขั้น! (No Skipping Steps!) การฟื้นฟูร่างกายที่ดีต้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอนตามความพร้อมของเนื้อเยื่อ การใจร้อนข้ามเฟสเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการบาดเจ็บซ้ำ


➡️ มันคือความต่อเนื่อง ไม่ใช่กล่องที่แยกขาด (It's a Continuum, Not Rigid Boxes): แผนภูมินี้เป็นกรอบแนวทาง ในทางปฏิบัติ เฟสต่างๆ อาจจะมีช่วงที่คาบเกี่ยวกัน นักกายภาพบำบัดจะค่อยๆ ผสมผสานกิจกรรมของเฟสถัดไปเข้ามาเมื่อเห็นว่าผู้ป่วยพร้อม


➡️ การประเมินเพื่อไปต่อคือหัวใจสำคัญ (Progression is Key): การจะขยับจากเฟสหนึ่งไปอีกเฟสหนึ่ง ต้องอาศัยการประเมินจากนักกายภาพบำบัด ไม่ได้ขึ้นกับ "เวลา" เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับ "ความสามารถ" และ "การตอบสนอง" ของร่างกายผู้ป่วยแต่ละคน


➡️ โปรแกรมต้องเป็นเฉพาะบุคคล (Individualization): โปรแกรมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน 100% เพราะขึ้นอยู่กับชนิดของการบาดเจ็บ, เป้าหมายส่วนบุคคล, และปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายครับ การฟื้นฟูที่ประสบความสำเร็จคือการเดินทางร่วมกันระหว่างนักกายภาพบำบัดกับผู้ป่วยที่ต้องมีความอดทนและสม่ำเสมอครับ


✨ เคสตัวอย่างจากคลินิก ✨


คุณตั้ม นักฟุตบอลสมัครเล่น อายุ 28 ปี มีอาการ ข้อเท้าพลิกด้านนอก (Lateral ankle sprain) ระดับ II ขณะเล่นฟุตบอล


การฟื้นฟูตามแผน 4 เฟสที่คลินิก:


➡️ Phase I (Inactive - สัปดาห์แรก):


เป้าหมาย: ลดบวม, ลดปวด, ปกป้องข้อเท้า


PNE & Load Management: อธิบายการบาดเจ็บ, แนะนำให้ใช้ไม้ค้ำช่วยเดินเพื่อลดการลงน้ำหนัก, ใช้หลัก PEACE & LOVE (EP 84)


การรักษา: ประคบเย็น, ใช้เครื่องมือไฟฟ้าลดบวม/ปวด, Manual therapy อย่างนุ่มนวลบริเวณรอบๆ ข้อเท้าเพื่อช่วยระบายของเหลว, ขยับข้อเท้าเบาๆ ในช่วงไม่เจ็บ


➡️ Phase II (Active - สัปดาห์ที่ 2-4):


เป้าหมาย: เพิ่ม ROM, เริ่มกระตุ้นกล้ามเนื้อ, ฝึกการทรงตัวพื้นฐาน


การประเมินเพื่อเข้าเฟส: อาการบวมและปวดลดลงมาก, เริ่มลงน้ำหนักได้มากขึ้นโดยไม่ใช้ไม้ค้ำ


การรักษา:


เริ่ม AROM/AAROM ของข้อเท้า (กระดกขึ้น-ลง, บิดเข้า-ออก)


ฝึก Isometrics ของกล้ามเนื้อรอบข้อเท้า (Peroneals, Tibialis anterior/posterior)


เริ่มฝึก Balance บนพื้นมั่นคงด้วยขาข้างเดียว


➡️ Phase III (Resistive - สัปดาห์ที่ 4-8):


เป้าหมาย: สร้างความแข็งแรง, ความทนทาน, และความคล่องตัว


การประเมินเพื่อเข้าเฟส: ROM เกือบปกติ, เดินได้ไม่เจ็บ, ทรงตัวขาเดียวบนพื้นมั่นคงได้ดี


การรักษา:


NKT/NMI: ประเมินและแก้ไข Muscle imbalance ที่อาจเกิดขึ้น (เช่น Peroneals อ่อนแรง, Tibialis Posterior ตึง)


Strengthening: เริ่ม Calf raises, ใช้ยางยืดต้านการเคลื่อนไหวข้อเท้าทุกทิศทาง (Progressive Isotonics)


Proprioception/Neuromotor: ฝึก Balance บนพื้นผิวที่ไม่มั่นคง (เช่น บนโฟม, Balance board), เริ่มฝึกกระโดดเบาๆ (Hopping), และฝึก Agility drills พื้นฐาน (เช่น วิ่งซิกแซกช้าๆ)


➡️ Phase IV (Advanced - สัปดาห์ที่ 8-12+):


เป้าหมาย: เตรียมพร้อมกลับไปเล่นฟุตบอล


การประเมินเพื่อเข้าเฟส: ความแข็งแรงและความมั่นคงดีขึ้นมาก, ทำกิจกรรมพื้นฐานได้โดยไม่เจ็บ


การรักษา:


เพิ่มความหนักของการออกกำลังกายทุกอย่าง


Plyometrics & Agility: ฝึกกระโดดที่มีความซับซ้อนขึ้น, ฝึกการตัดตัว (Cutting drills), การเปลี่ยนทิศทาง, การสปรินท์


Functional: ค่อยๆ กลับไปซ้อมกับทีม (Return to training) และในที่สุดกลับไปแข่งขันได้ (Return to play)


ผลลัพธ์: คุณตั้มสามารถกลับไปเล่นฟุตบอลได้อย่างมั่นใจ เพราะร่างกายได้ผ่านกระบวนการฟื้นฟูที่ครอบคลุมและเป็นขั้นตอน ทำให้กล้ามเนื้อและระบบประสาทมีความพร้อมที่จะรับมือกับภาระของการเล่นกีฬาได้อย่างเต็มที่ และลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บซ้ำครับ


📖 References :


➡️ Kisner, C., Colby, L. A., & Borstad, J. (2017). Therapeutic Exercise: Foundations and Techniques (7th ed.). F.A. Davis Company.


➡️ Brotzman, S. B., & Manske, R. C. (2011). Clinical Orthopaedic Rehabilitation: An Evidence-Based Approach (3rd ed.). Saunders Elsevier.


➡️ Andrews, J. R., Harrelson, G. L., & Wilk, K. E. (2012). Physical Rehabilitation of the Injured Athlete (4th ed.). Saunders Elsevier.


➡️ Dubois, B., & Esculier, J. F. (2020). Soft-tissue injuries simply need PEACE and LOVE. British Journal of Sports Medicine, 54(2), 72–73.


➡️ Starkey, C., & Brown, S. D. (2015). Examination of Orthopedic & Athletic Injuries (4th ed.). F.A. Davis Company.

 
 
 

ความคิดเห็น


Our Partner

สาขาเพชรเกษม 81
  • facebook
  • generic-social-link
  • generic-social-link

256/1 ซอยวุฒิสุข (ข้างสน.หนองแขม) เพชรเกษม 81, หนองแขม, กทม. 10160

สาขาเยาวราช
  • facebook
  • generic-social-link
  • generic-social-link

9 ถนนพระรามที่ ๔ แขวง ป้อมปราบ

เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100
(อยู่ติดแยกหมอมี)

เวลาทำการ : จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 น. - 20.00 น.

©2019 by JR Physio Clinic. Proudly created with Wix.com

bottom of page