top of page

😊 Dr. W EP. 160: "ทำไมยืดสุด-งอสุด ถึงแรงน้อยลง? 💪 มาทำความเข้าใจ 'Length-Tension Relationship' ของกล้ามเนื้อ!"



สวัสดีครับ! Dr. W กลับมาอีกครั้งครับ! เคยสงสัยไหมครับว่าตอนที่เราออกกำลังกาย เช่น ท่า Bicep Curl (งอแขกยกดัมเบล) ทำไมตอนเริ่มยกจากจุดที่แขนเหยียดตรงถึงรู้สึกว่ามีแรงดี แต่พอตอนงอข้อศอกเข้ามาจนสุด กลับรู้สึกว่าแรงมันหายไปดื้อๆ? หรือในทางกลับกัน บางท่าที่ยืดกล้ามเนื้อมากๆ ก็รู้สึกว่าไม่มีแรงเลย ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึกนะครับ แต่มันเป็นหลักการพื้นฐานทางสรีรวิทยาของกล้ามเนื้อที่เรียกว่า "ความสัมพันธ์ระหว่างความยาวและการสร้างแรงตึงของกล้ามเนื้อ (Length-Tension Relationship)" ครับ


วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจหลักการนี้กันแบบง่ายๆ โดยใช้กราฟและภาพประกอบที่เข้าใจง่าย


🤔 หัวใจสำคัญ: อยู่ที่การ "ซ้อนทับ" กันของเส้นใยกล้ามเนื้อ! (It's All About Overlap!)


➡️ Tension Depends on Overlap (แรงตึงขึ้นอยู่กับการซ้อนทับ): แรงที่กล้ามเนื้อของเราสามารถสร้างได้ (Tension) นั้น เป็นสัดส่วนโดยตรงกับ จำนวนของ "หัวไมโอซิน (Myosin heads)" ที่สามารถเข้าไปจับกับ "เส้นใยแอคติน (Actin filaments)" ได้


➡️ Mechanism of Tension Generation (กลไกการสร้างแรง): เมื่อสมองสั่งการให้กล้ามเนื้อทำงาน จะมีเพียงหัวไมโอซินที่อยู่ในบริเวณที่ซ้อนทับกับแอคติน (Zone of overlap) เท่านั้น ที่จะสามารถจับและดึงแอคตินให้เคลื่อนที่เพื่อสร้างแรงได้


➡️ Sarcomere (หน่วยที่เล็กที่สุดของกล้ามเนื้อ): การซ้อนทับกันนี้เกิดขึ้นในหน่วยที่เล็กที่สุดของกล้ามเนื้อที่เรียกว่า "ซาร์โคเมียร์ (Sarcomere)" ครับ


📉 มาดูที่กราฟกันครับ (Let's Look at the Graph)

จากภาพประกอบ แกนตั้ง (Y-axis) คือแรงตึง (Tension) ที่กล้ามเนื้อสร้างได้ คิดเป็น % ของแรงสูงสุด ส่วนแกนนอน (X-axis) คือความยาวของกล้ามเนื้อ คิดเป็น % เทียบกับความยาวที่เหมาะสมที่สุด


เราสามารถแบ่งสถานการณ์ออกเป็น 3 รูปแบบตามภาพเลยครับ:


➡️ 1. เมื่อกล้ามเนื้อ "หดสั้นเกินไป" (Understretched / Sarcomere Too Short)


เกิดอะไรขึ้น?: เมื่อซาร์โคเมียร์หดสั้นเข้ามามากๆ (ตามภาพคือที่ความยาวประมาณ 70% ของความยาวที่เหมาะสม) เส้นใยแอคตินจากทั้งสองฝั่งจะเคลื่อนที่เข้ามาซ้อนทับกันเอง ทำให้ไปบดบัง "จุดเกาะ" ที่หัวไมโอซินควรจะเข้ามาจับ ในขณะเดียวกัน หัวไมโอซินก็จะถูกดันไปจนชิดกับแนวกั้นที่เรียกว่า Z lines ทำให้ไม่มีพื้นที่ในการบิดตัวเพื่อดึงเส้นใยแอคติน


ผลลัพธ์: สร้างแรงตึงได้น้อยมากหรือแทบไม่ได้เลย เหมือนเราพยายามจะดึงเชือกแต่ตัวเราขยับไปจนชิดกับจุดที่เชือกผูกอยู่แล้ว มันก็ไม่มีระยะให้ดึงนั่นเองครับ


➡️ 2. เมื่อกล้ามเนื้ออยู่ที่ "ความยาวที่เหมาะสมที่สุด" (Optimal Length)


เกิดอะไรขึ้น?: นี่คือ "จุดที่ลงตัวที่สุด (Sweet Spot)" ครับ! ที่ความยาวนี้ (100% ในกราฟ) การซ้อนทับกันของเส้นใยแอคตินและไมโอซินอยู่ในระดับที่พอเหมาะพอดี ทำให้ หัวไมโอซินสามารถเข้ามาจับกับแอคตินได้เป็นจำนวนมากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้


ผลลัพธ์: เป็นจุดที่กล้ามเนื้อสามารถ สร้างแรงตึงได้สูงสุด (Maximum Tension) หรือ 100% ของศักยภาพ ณ ขณะนั้น


➡️ 3. เมื่อกล้ามเนื้อ "ยืดออกมากเกินไป" (Overstretched / Sarcomere Too Long)


เกิดอะไรขึ้น?: เมื่อซาร์โคเมียร์ถูกยืดออกไปไกลเกินจุดที่เหมาะสม (ตามภาพคือที่ความยาวประมาณ 175%) เส้นใยแอคตินและไมโอซินจะถูกดึงให้ห่างออกจากกัน ทำให้บริเวณที่มันซ้อนทับกันลดน้อยลง


ผลลัพธ์: จำนวนหัวไมโอซินที่สามารถเอื้อมไปจับกับแอคตินได้ก็น้อยลงตามไปด้วย ทำให้ แรงตึงที่สร้างได้ลดลงอย่างมาก และถ้าถูกยืดออกไปจนไม่มีการซ้อนทับกันเลย (Zero overlap) กล้ามเนื้อก็จะไม่สามารถสร้างแรงตึงได้เลยครับ


🏃‍♂️ ร่างกายเราฉลาดแค่ไหน? มันป้องกันเรายังไง? (How Our Body Keeps Us in the "Sweet Spot")


จากกราฟจะเห็นว่ามี แถบสีฟ้าที่ระบุว่าเป็น "Range of muscle length while muscles are attached to bone" (ช่วงความยาวของกล้ามเนื้อขณะที่ยังยึดติดกับกระดูก) ซึ่งอยู่ระหว่างประมาณ 70% ถึง 130%


นี่คือความฉลาดของร่างกายครับ! โครงสร้างทางกายวิภาคของเรา ไม่ว่าจะเป็นเส้นเอ็นยึดข้อ (Ligaments), กล้ามเนื้อมัดอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ, หรือแม้แต่อวัยวะต่างๆ จะช่วย ป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อของเราถูกยืดออกหรือหดสั้นเข้าจนสุดโต่งเกินไป ซึ่งเป็นช่วงที่กล้ามเนื้ออ่อนแอและเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ


ดังนั้น ในการใช้งานปกติ ร่างกายจะพยายามคงให้กล้ามเนื้อทำงานอยู่ในช่วงที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยนี้ครับ โดยส่วนใหญ่แล้ว ความยาวของกล้ามเนื้อขณะพัก (Resting muscle length) มักจะอยู่ใกล้เคียงกับความยาวที่เหมาะสมที่สุด (Optimal length) อยู่แล้ว


💪 ตัวอย่างในชีวิตจริง: กล้ามแขน Biceps (Functional Example: Biceps Brachii)


กล้ามเนื้อไบเซ็ปส์ หรือกล้ามเนื้อต้นแขนด้านหน้า จะมีความยาวใกล้เคียงกับ Optimal length มากที่สุดเมื่อ ข้อศอกของเราอยู่ในท่าเหยียดตรง


นั่นหมายความว่า เมื่อเรา "เริ่ม" การเคลื่อนไหวงอข้อศอก (Bicep Curl) จากจุดเริ่มต้นที่แขนตรง กล้ามเนื้อไบเซ็ปส์ของเราจะอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะสร้างแรงได้มากที่สุดครับ (แม้ว่าในทางปฏิบัติ เราอาจจะรู้สึกว่ามันยากในช่วงแรกเนื่องจากปัจจัยเรื่องมุมของคานและจุดหมุน (Lever mechanics) ก็ตาม แต่ศักยภาพของกล้ามเนื้อเองนั้นสูงที่สุด ณ จุดนั้น) และเมื่อเรางอข้อศอกเข้ามาจนสุด กล้ามเนื้อจะสั้นลงมากและเข้าสู่โซน Understretched ทำให้แรงลดลงนั่นเอง


💡 Dr. W's Take: ข้อคิดจาก Dr. W และการนำไปใช้


➡️ ความเข้าใจพื้นฐาน: หลักการนี้เป็นพื้นฐานสำคัญมากในการออกแบบโปรแกรมออกกำลังกายและการฟื้นฟู มันช่วยอธิบายว่าทำไมเราถึงรู้สึกแข็งแรงไม่เท่ากันในแต่ละช่วงของการเคลื่อนไหว


➡️ การทดสอบกำลังกล้ามเนื้อ (Strength Testing): เพื่อให้ได้ค่ากำลังกล้ามเนื้อสูงสุดที่แท้จริง เราควรจะทดสอบในตำแหน่งที่กล้ามเนื้อมีความยาวใกล้เคียง Optimal length ที่สุด นี่คือเหตุผลว่าทำไมการทดสอบกำลังกล้ามเนื้อด้วยมือ (Manual Muscle Testing - MMT) หลายๆ ท่าจึงนิยมจัดท่าทดสอบในช่วงกลางๆ ของการเคลื่อนไหว (Mid-range)


➡️ การเลือกท่าออกกำลังกาย (Exercise Selection): เราสามารถเลือกท่าออกกำลังกายที่ท้าทายกล้ามเนื้อในแต่ละช่วงความยาวที่แตกต่างกันได้ เช่น บางท่าอาจจะเน้นช่วงที่กล้ามเนื้อยืดตัว (Lengthened position) ในขณะที่บางท่าเน้นช่วงที่กล้ามเนื้อหดตัว (Shortened position) หรือเครื่องออกกำลังกายบางชนิดก็ถูกออกแบบมาให้มีแรงต้านไม่คงที่ (Variable resistance) เพื่อให้สอดคล้องกับ Length-Tension curve นี้


➡️ การยืดกล้ามเนื้อ (Stretching): หลักการนี้ก็ช่วยอธิบายว่าทำไมตอนที่เรายืดกล้ามเนื้อค้างไว้จนสุดถึงไม่ใช่ตำแหน่งที่เราจะสามารถออกแรงได้ดี (สอดคล้องกับ EP 158 ที่ว่าการยืดค้างนานๆ ก่อนออกกำลังกายอาจลด Strength Performance)


➡️ ปัจจัยอื่นๆ: อย่าลืมว่าแรงที่เราออกได้จริงๆ ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วย เช่น กลไกของข้อต่อ และลักษณะของคานและจุดหมุนจากการเกาะของกล้ามเนื้อกับกระดูกครับ


✨ เคสตัวอย่างจากคลินิก: เข้าใจ Length-Tension เพื่อปลดล็อคท่า Hamstring Curl ✨


คุณนนท์ อายุ 28 ปี เป็นคนที่ชอบเข้ายิมเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ มาปรึกษาที่คลินิก เพราะมีปัญหาเวลาเล่นเครื่อง Lying Hamstring Curl


การประเมิน (Assessment):


➡️ Subjective:


คุณนนท์: "ผมรู้สึกว่าตอนเริ่มงอเข่าเข้ามาเนี่ยแรงเยอะดีครับ ยกได้สบายๆ แต่พอจะงอเข้ามาจนสุดให้ส้นเท้าเกือบแตะก้นเนี่ย มันไม่มีแรงเลย เหมือนมันวูบไปเลยครับ ผมพยายามฝืนก็ทำไม่ได้ มันเป็นเพราะกล้ามเนื้อผมไม่แข็งแรงหรือเปล่าครับ?"


➡️ Objective:


สังเกตการทำท่า Lying Hamstring Curl: พบว่าคุณนนท์สามารถสร้างแรงได้ดีในช่วง 90 องศาแรกของการงอเข่า แต่เมื่อพยายามงอเข่าเข้ามาให้สุด (ช่วงที่กล้ามเนื้อ Hamstrings หดสั้นที่สุด) จะไม่สามารถทำได้ หรือต้องใช้แรงเหวี่ยงช่วย


Manual Muscle Test (MMT) ของ Hamstrings: แข็งแรงดีในท่านอนคว่ำงอเข่า 90 องศา (Mid-range) แต่เมื่อทดสอบในท่างอเข่ามากๆ (Shortened range) จะพบว่าแรงลดลงอย่างชัดเจน


➡️ NKT/NMI Assessment (Neuromuscular Integration/Neurokinetic Therapy):


อาจพบว่ากล้ามเนื้อ Hamstrings (Biceps femoris, Semitendinosus, Semimembranosus) ทำงานได้ไม่ดีหรือถูกยับยั้ง (Inhibited) เมื่อมันอยู่ในตำแหน่งที่หดสั้นที่สุด (Most shortened position)


กล้ามเนื้อ Gastrocnemius (น่อง) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อช่วยในการงอเข่า อาจจะพยายาม ทำงานชดเชย (Facilitated) มากขึ้นในช่วงท้ายของการเคลื่อนไหว


แผนการรักษาและการให้ความรู้ (Intervention Plan):


🧠 1. Pain Science Education (PSE) / Biomechanics Education:


หัวใจสำคัญคือการให้ความรู้! นักกายภาพฯ นำภาพกราฟ Length-Tension Relationship (เหมือนใน EP นี้) มาอธิบายให้คุณนนท์ดู


อธิบายว่า: "อาการที่รู้สึกว่าแรง 'วูบ' หายไปตอนงอเข่าสุดๆ เนี่ย เป็น ปรากฏการณ์ทางสรีรวิทยาที่ปกติ ของกล้ามเนื้อเลยครับ มันไม่ได้แปลว่ากล้ามเนื้อคุณนนท์อ่อนแอหรือมีอะไรผิดปกติ แต่มันเป็นเพราะว่า ณ จุดที่กล้ามเนื้อ Hamstrings มัน 'หดสั้นที่สุด' (Understretched) เส้นใยกล้ามเนื้อข้างในมันซ้อนทับกันมากเกินไปจนไม่มีระยะให้ดึงต่อ ทำให้สร้างแรงได้น้อยลงมากๆ ครับ"


การให้ความรู้นี้ช่วย ลดความวิตกกังวล ของคุณนนท์ที่คิดว่าตัวเองผิดปกติ และ สร้างความเข้าใจ ในการทำงานของร่างกายตัวเองมากขึ้น


📈 2. Load Management / Exercise Modification (การจัดการภาระงานและการปรับท่าฝึก):


แนะนำให้คุณนนท์ ไม่ต้องฝืน ที่จะทำท่า Hamstring curl ให้สุดช่วงการเคลื่อนไหวจนส้นเท้าแตะก้น ถ้าน้ำหนักที่ใช้มันหนักเกินกว่าจะควบคุมได้


ข้อแนะนำ:


ให้เน้นการออกกำลังกายใน ช่วงการเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพ (Effective Range of Motion) คือตั้งแต่ขาเหยียดตรงจนถึงประมาณ 90-120 องศา ซึ่งเป็นช่วงที่ Hamstrings สามารถสร้างแรงได้ดี โฟกัสที่คุณภาพและการควบคุมที่ดีในช่วยนี้


ใช้หลัก Progressive Overload กับช่วงการเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพนี้


เพิ่มความหลากหลายของท่าฝึก (Exercise Variation):


แนะนำให้ออกกำลังกาย Hamstrings ในท่าอื่นๆ ที่กระตุ้นกล้ามเนื้อใน "ความยาว" ที่แตกต่างกัน เช่น:


Romanian Deadlifts (RDLs): จะเน้นการทำงานของ Hamstrings ในขณะที่มัน "ยืดตัวออก (Lengthened position)" ซึ่งเป็นคนละช่วงกับที่ Lying Hamstring Curl เน้น


Glute-Ham Raises (GHR): เป็นท่าที่ท้าทาย Hamstrings ตลอดช่วงการเคลื่อนไหว


Good Mornings: ก็เป็นอีกท่าที่ดีในการฝึก Posterior chain


⚙️ 3. NKT/NMI Corrective Strategy:


Release: คลายกล้ามเนื้อน่อง (Gastrocnemius) ที่ทำงานชดเชยมากเกินไป


Activate:มีการฝึก Hamstrings ในช่วงที่หดสั้น (Shortened range) โดยใช้แรงต้านน้อยๆ หรือไม่มีแรงต้านเลย เพื่อเน้นการควบคุมของระบบประสาท (Motor control) และสร้าง Mind-muscle connection ในช่วงนั้นๆ


ผลลัพธ์ (Outcome):


คุณนนท์ เข้าใจกลไกการทำงานของกล้ามเนื้อตัวเองมากขึ้น และเลิกกังวลกับการที่ทำท่า Hamstring curl ไม่สุด


สามารถปรับโปรแกรมการฝึกของตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นการฝึกที่มีคุณภาพใน ROM ที่เหมาะสม และเพิ่มความหลากหลายของท่าฝึก


ส่งผลให้กล้ามเนื้อ Hamstrings มีการพัฒนาที่ดีขึ้นโดยรวม และลดความหงุดหงิดจากการฝึกที่ไม่เห็นผล


มีความมั่นใจในการออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายของตัวเองมากขึ้น


ข้อสังเกต: เคสนี้แสดงให้เห็นว่าเพียงแค่การทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานอย่าง Length-Tension Relationship ก็สามารถช่วย "ปลดล็อค" ปัญหาและความกังวลในการออกกำลังกายได้ และช่วยให้นักกายภาพบำบัดสามารถให้คำแนะนำและออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพให้กับผู้ป่วยหรือผู้ที่มาปรึกษาได้ดียิ่งขึ้นครับ!


📖 References:


➡️ Hall, J. E., & Hall, M. E. (2020). Guyton and Hall Textbook of Medical Physiology (14th ed.). Elsevier.

➡️ Neumann, D. A. (2016). Kinesiology of the Musculoskeletal System: Foundations for Rehabilitation (3rd ed.). Elsevier.

➡️ Tortora, G. J., & Derrickson, B. H. (2017). Principles of Anatomy and Physiology (15th ed.). Wiley.

➡️ Haff, G. G., & Triplett, N. T. (Eds.). (2015). Essentials of Strength Training and Conditioning (4th ed.). Human Kinetics.

➡️ Gordon, A. M., Huxley, A. F., & Julian, F. J. (1966). The variation in isometric tension with sarcomere length in vertebrate muscle fibres. The Journal of Physiology, 184(1), 170-192.

 
 
 

ความคิดเห็น


Our Partner

สาขาเพชรเกษม 81
  • facebook
  • generic-social-link
  • generic-social-link

256/1 ซอยวุฒิสุข (ข้างสน.หนองแขม) เพชรเกษม 81, หนองแขม, กทม. 10160

สาขาเยาวราช
  • facebook
  • generic-social-link
  • generic-social-link

9 ถนนพระรามที่ ๔ แขวง ป้อมปราบ

เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100
(อยู่ติดแยกหมอมี)

เวลาทำการ : จันทร์ - อาทิตย์ 9.00 น. - 20.00 น.

©2019 by JR Physio Clinic. Proudly created with Wix.com

bottom of page